Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews
Book Reviews

   

จากคราวที่แล้วเมื่อปลายปี 2551 ที่ผมได้มีโอกาสแวะไปเที่ยวญี่ปุ่นตอนที่ขากลับจากเมืองไทยมาที่แอลเอ ตอนนั้นจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโตเกียวและเมืองใกล้ๆอย่างคามาคูระ ได้ไปเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจทั้งเก่าและใหม่ อยู่หลายที่พอสมควร ท่านใดที่สนใจจะอ่านสามารถอ่านได้ ที่นี่ ครับ ในการไปแวะญี่ปุ่นในคราวนี้เลยอยากที่จะไปในเมืองอื่นๆบ้างนอกจากโตเกียว และก็อยากไปตามดูงานของสถาปนิกที่ผมชื่นชมในงานของเขามากๆท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือ Tadao Ando เจ้าพ่องานคอนกรีต กระจก เหล็กนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้คุ้มกับการมาญี่ปุ่นในครั้งนี้ พวกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวเขาไปกันเป็นส่วนใหญ่ ผมก็อยากไปดูเหมือนกัน แต่ดูตารางเวลาแล้วมีเวลาแค่ 6 วัน (จริงๆเหมือน 5 วัน เพราะวันไปและวันกลับมีเวลาแค่อย่างละครึ่งวันเท่านั้น) เพราะฉะนั้นการวางแผนในการเดินทางที่ดีเลยเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน (ซึ่งผมก็ไม่มี 55) ไปๆมาๆ ถึงแม้ว่าจะได้ไปมาหลายที่ แต่ก็เกือบๆจะเป็นชะโงกทัวร์ครับ เพราะว่าไม่ได้มีเวลาอยู่ในแต่ละที่นานเท่าไรนัก แผนคราวๆของงานนี้ก็คือ เริ่มจาก โตเกียว ไปโอซาก้า ฮิเมจิ เกียวโต นาระ แล้วก็ย้อนกลับมาที่โตเกียวอีกทีเพื่อขึ้นเครื่องบินต่อไปแอลเอ


เนื่องจากทริปนี้เน้นงานของอันโดะซะเป็นส่วนใหญ่เลยตั้งชื่อเล่นๆว่า Ando's Architecture Tour ซะเลย เผื่อจะมีท่านที่สนใจจะเดินทางไปชมงานของอันโดะ จะได้มีแนวทางในการตามรอยไปได้ครับ

วันแรก (19 ต.ค. 2553)
ผมเดินทางมาถึงสนามบินนาริตะช่วงประมาณเที่ยงๆ อากาศช่วงนี้ก็คล้ายๆกับบ้านเราคือ อึมครึมอยู่ตลอดเวลาแต่ว่าหนาวกว่านิดหน่อย สิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะนั่งรถไฟเข้าโตเกียวก็คือ เอากระเป๋าใบใหญ่ไปฝากไว้ก่อน เพราะขี้เกียจแบกไปด้วย และก็ต้องไปแลก JR Pass ซึ่งนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไกลๆในญี่ปุ่นหลายๆวันก็ควรจะซื้อตั๋วหรือที่บางคนเรียกว่าบัตรเบ่งนี้ไว้ครับ เพราะว่าสามารถใช้บัตรนี้ขึ้นรถไฟส่วนใหญ่ของบริษัท JR ได้ รวมทั้งรถไฟชินคันเซนแบบฮิการิด้วย ส่วนในรายละเอียดเกี่ยวกับ JR Pass นี้ก็จะขอข้ามไปแล้วกันนะครับ เพราะว่าหาอ่านได้ในอีกหลายๆเว็บ แต่ข้อสำคัญอย่างนึงก็คือ JR Pass นี้ต้องซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับ แต่เอาตั๋วมาแลกบัตรจริงในประเทศ

ผมซื้อ JR Pass แบบ 7 วันไว้ และก็เริ่มใช้ตั้งแต่วันแรกเลย คราวนี้มั่นใจมากว่าจะไปถึงโรงแรมได้อย่างไม่หลงเพราะพักโรงแรมเดิม และก็เริ่มจะคุ้นเคยกับระบบรถไฟของญี่ปุ่นขึ้นมาหน่อย (แต่ในทริปนี้ก็ยังมีขึ้นผิดขึ้นถูกบ้างประปราย) จากคราวที่แล้วที่ขึ้นรถไฟสาย Keisei ไป คราวนี้ลองไปสายที่แพงกว่าดูมั่ง เลยไปสาย Narita Express หรือชื่อเล่นว่า N'EX ใช้เวลาประมาณ 55 นาทีไปถึงโตเกียว ซึ่งเร็วกว่าสาย Keisei ประมาณ 20 กว่านาที แต่ว่าถ้าจะขึ้นสายนี้จะต้องทำการจองที่นั่งก่อนนะครับ ซึ่งก่อนขึ้นก็เดินไปจองก่อนที่ออฟฟิสของ JR ที่อยู่ในสถานีนั้น ซึ่งถ้ามีบัตร JR Pass ก็โชว์ให้เขาดู แต่ถ้าไม่มีรู้สึกว่าค่าโดยสารจะประมาณ 3,000 เยน


Narita Express หน้าตาประมาณนี้ (ที่มารูป Wikipedia)


ภายในรถไฟ ที่นั่งกว้างและดูดีกว่ารถสาย Keisei เยอะ ถ้ามากันสามสี่คนสามารถหมุนให้นั่งหันหน้าเข้าหากันได้ด้วย


หลังจากมาถึงโรงแรมกว่าจะได้ทำนู่นทำนี่ อาบน้ำอาบท่า ออกมาอีกทีก็เริ่มจะมืดแล้ว รูปนี้เป็นคลองบริเวณที่อยู่แถวๆโรงแรมย่าน Asakusa-bashi ครับ


ผมนัดพี่อรุณซึ่งเป็นสถาปนิก และนักเขียนที่เขียนบทความลง art4d และนิตยสารอื่นๆอยู่บ่อยๆ ที่ย่าน Shibuya ตรงจุดนัดพบสุดฮิตที่รูปปั้นหมาฮาชิโกะ หมากตัญญูที่มารอรับเจ้านายซึ่งตายไปแล้วเป็นเวลาอยู่หลายปี (มีหนังซึ๊งๆเกี่ยวกับหมาเรื่องนี้ทั้งภาคญี่ปุ่นและฝรั่งที่แสดงโดย Richard Gere ท่านที่รักหมาลองหามาดูกันครับ) ผมรอพี่อรุณอย่างหวั่นๆเหมือนกันว่าจะเจอกันหรือเปล่า เพราะว่าไม่มีทั้งโทรศัพท์มือถือและวิธีใดที่จะติดต่อกันได้เลย หลังจากรออยู่สักพักนึงซึ่งก็ยังไม่รู้สึกเบื่อเท่าไหร่เพราะได้ชมสุดยอดแฟชั่นของสาวๆโตเกียวไปพลางๆด้วย พี่อรุณก็เดินโผล่ออกมาท่ามกลางฝูงชน เราก็เลยไปหาร้านกาแฟที่เหมาะๆแถวๆนั้นเพื่อที่จะนั่งคุยกัน พี่อรุณเขามาทำ research อยู่ที่โตเกียวนี้ครับ ซึ่งผมก็ได้ลงบทสัมภาษณ์ของเขาไว้ในเว็บแล้ว ที่นี่ ครับ

หลังจากที่นั่งคุยกันจนเริ่มรู้สึกจะเกรงใจพนักงานในร้านเพราะซื้อกาแฟกันคนละแก้วแต่นั่งกันจนรากงอก ผมเลยขอให้พี่อรุณพาไปดูงานสถานีรถไฟใต้ดินของอันโดะ ที่คราวที่แล้วผมก็มาแถวๆนี้ แต่ลืมไปดู สถานีรถไฟที่ Shibuya นี้ค่อนข้างจะใหญ่พอสมควร และก็มีรถไฟที่มาตรงนี้หลายสายเหมือนกัน ผมจำทางเดินไปสถานีนี้ไม่ได้เพราะว่าพี่อรุณเป็นคนพาไป เพียงแต่รู้ว่าเป็นสถานีสาย Fukutoshin Line ถ้าท่านใดจะไปดูคิดว่าคงจะหาได้จากแผนที่ที่อยู่ในสถานีได้ไม่ยากนะครับ


บรรยากาศภายในสถานี ผมรู้สึกว่างานนี้ดูไม่ค่อยเหมือนงานอันโดะเท่าไร อาจจะเพราะไม่เห็นผนังคอนกรีตเปลือยใหญ่ๆเนี๊ยบๆ


แต่เห็นเป็นก้อนรีๆ คล้ายๆดักแด้ ก้อนๆนี้ทำมาจากวัสดุ GFRG ( prefabricated Glass Fibre-Reinforced Concrete) ซึ่งผลิตจากภายนอกแล้วนำมาประกอบในสถานที่ งานนี้อันโดะบอกว่าเขาต้องการให้งานนี้มีรูปทรงรีๆไข่ๆเหมือนยานอวกาศ


เนื่องจากผมอยากเดินลงไปดูชั้นล่างๆด้วย เลยต้องยอมซื้อตั๋วรถไฟสายนี้ทั้งๆที่ไม่ได้จะใช้บริการ เลยเลือกซื้อแบบถูกสุดคือ 160 เยนครับ


ทางลงไปชั้นล่าง เห็นฟอร์มของยานอวกาศโผล่มานิดหน่อย


มองจากชั้นล่างขึ้นมาตรงช่องเปิดที่เป็นรูปวงรี


อันนี้คือโมเดลที่เขาตั้งโชว์ไว้ในสถานี คือถ้าดูจากในโมเดลนี้ก็จะเห็น form ของวงรีนี้ แต่ว่าในสถานที่จริงตัววงรีมันถูกตัดตรงโน้นตรงนี้ออก และมีพื้นกั้นอยู่ เลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเป็นรูปทรงนี้เท่าไรในสถานที่จริง

หลังเดินชมจนทั่วแล้วผมก็นั่งคุยกับพี่อรุณต่อเรื่องสัพเพเหระในสถานีนี้ไปเรื่อยๆ จนเริ่มจะดึกมาก เลยเสียวๆว่าจะไม่มีรถไฟกลับโรงแรม ก็เลยต้องขอตัวลากลับก่อน ยังไงก็ขอขอบคุณพี่อรุณอีกที่ที่ช่วยสละเวลามาให้สัมภาษณ์และพาเดินชมงานนี้ด้วยครับ สำหรับวันที่สองนั้นว่าจะเดินทางไปโอซาก้า เดี๋ยวไว้มาต่อคราวหน้าครับ

ท่านใดมีคำถามหรือต้องการจะคุยเกี่ยวกับการเดินทางในญี่ปุ่น ขอเชิญได้ที่เว็บบอร์ด ที่นี่ ครับ

อ่านต่อของวันที่สอง ที่นี่ ครับ

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา