วันที่สาม (21 ต.ค. 2553) โอซาก้า - เกาะอะวาจิ - เฮียวโงะ
มาต่อกันในวันที่สามหลังจากที่ไม่ได้เขียนต่อมานานมากกกกแล้วเพราะมัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ คราวนี้ตั้งใจว่าจะมารวบรัดให้จบทริปภายในเร็ววันนี้ให้ได้ครับ สำหรับตอนที่แล้วสามารถอ่านได้ ที่นี่ นะครับ
วันนี้โปรแกรมที่ตั้งใจจะไปค่อนข้างจะยาวเหยียดหลายที่ และก็ไม่ค่อยจะใกล้กันเท่าไรนัก แปลนคร่าวๆสำหรับวันนี้ก็มี
งาน Chaska Chayamachi, ปราสาทโอซาก้า, Awaji Yumebutai, Water Temple และถ้ายังมีแรงเหลือก็ว่าจะไปแวะดูงานอื่นๆของอันโดะที่อยู่ในเมืองเฮียวโงะซะหน่อย
บรรยากาศทั่วๆไปในย่าน Umeda ของโอซาก้านั้นไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากเท่าไรนักเมื่อเทียบกับโตเกียว พอดีเดินมาเจอตึกนี้เห็นว่าผนังกระจกของเขามีการออกแบบเป็นแพทเทิร์นสลับเข้าออกไปมาได้น่าสนใจดี
จากที่ไปร้านหนังสือเมื่อคืน เลยได้ข้อมูลมาว่ามีงาน Chaska Chayamachi ของอันโดะที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานอยู่แถวๆย่าน Umeda นี้ แต่ด้วยความที่อ่านภาษาญี่ปุ่นในนิตยสารไม่ออก ก็เลยลองเข้าไปค้นหาข้อมูลดูในอินเตอร์เน็ท เลยพอรู้ว่ามันอยู่ใกล้ๆตึก Hep Five ซึ่งเป็นตึกที่มีชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์สีแดงแปร๋นอยู่บนอาคาร เลยกะว่าจะไปเดินๆสุ่มๆหาดู คิดว่าคงจะหาไม่ยากเพราะอาคารของอันโดะหลังนี้ก็เป็นอาคารสูงอยู่เหมือนกัน
โชคดีที่หาเจอได้โดยไม่ต้องเดินหลงไปมามากนัก งาน Chaska Chayamachi เป็นอาคารประเภท Mixed-Use คือมีส่วนร้านค้าอยู่ด้านล่าง service apartments (หรือโรงแรม ไม่แน่ใจครับ) อยู่ด้านบน และก็มีโบสถ์สำหรับพิธีแต่งงานอยู่ที่ชั้นบนสุด
ตอนแรกที่ผมไปถึงก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะให้ขึ้นไปดูในส่วนโบสถ์หรือเปล่า แต่ไหนๆก็คิดว่ามาถึงตรงนี้แล้ว ลองเข้าไปถามเขาดูสักหน่อยดีกว่า ปรากฏว่าโชคดีที่คุณพนักงานต้อนรับสาวสวยของที่นั่นบอกว่ายินดีที่จะพาขึ้นไปชม
ภายในโบสถ์ที่มีแปลนเป็นรูปสามเหลี่ยมนี้สามารถมองออกไปเห็นวิวแบบ panorama ของเมืองโอซาก้าได้ รายละเอียดและรูปเพิ่มเติมของงานนี้เคยเอามาลงเว็บแล้ว สามารถดูได้ ที่นี่ ครับ
หลังจากนั้นผมก็รีบนั่งรถไฟมาที่จุดหมายถัดไปนั่นคือปราสาทโอซาก้า ทางเดินเข้าไปสู่ส่วนปราสาทนั้นเป็นสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม แต่วันนี้อากาศไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะฝนเริ่มจะตกแบบปรอยๆแล้ว
ปราสาทโอซาก้านี้ถือว่าเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น สร้างขึ้นเมื่อสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว (ค.ศ. 1583) โดย
Toyotomi Hideyoshi นักรบระดับไดเมียวที่พยายามจะรวบรวมประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นตัวปราสาทก็ถูกทำลายบ้าง ถูกฟ้าผ่าบ้าง มีการบูรณะอยู่หลายครั้งเหมือนกัน โดยปัจจุบันตัวปราสาทสูง 55 เมตร มีจำนวน 8 ชั้น โดยชั้นบนสุดมีระเบียงชมวิวของเมืองโอซาก้าได้รอบด้าน
(ที่มา
http://www.osaka-info.jp/th/sightseeing/post_6.html )
ตามสถานที่สำคัญของญี่ปุ่นมักจะเห็นนักเรียนมาทัศนศึกษาอยู่เสมอ วันนี้ก็เป็นวันที่เต็มไปด้วยนักเรียนเช่นกัน
บรรยากาศภายในปราสาทมีการจัดทำเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติของตัวปราสาท องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ตอนแรกคิดว่าจะได้เห็นสภาพภายในปราสาทแบบโบราณที่เขาใช้กันเมื่อสมัยก่อน แต่ปรากฏว่าเป็นของใหม่หมด
โมเดลแสดงการทำสงครามสมัยก่อน
มุมมองจากระเบียงชมวิวตรงชั้นบนสุดของปราสาท
ห้องน้ำชายที่นี่เท่ไม่เบา เป็นแบบเปิดโล่งให้เห็นกำแพงหินโบราณในบริเวณปราสาท
ที่หมายถัดมาคืองานของอันโดะชิ้นหนึ่งซึ่งผมอยากจะไปดูมาก เนื่องมาจากขนาดความอลังการของโครงการ ความหลากหลายของการใช้งาน และความซับซ้อนในการออกแบบ นั่นคืองาน Ayaji Yumebutai นั่นเองครับ
วิธีเดินทางไป Awaji Yumebutai จาก JR สถานีโอซาก้าไปสถานี Maiko แล้วเดินออกจากสถานีรถไฟเพื่อไปขึ้นรถบัสต่อ โดยสถานีรถบัสนั้นจะอยู่บนสะพานแขวนอีกทีหนึ่ง ก่อนขึ้นรถบัสถ้าจะให้ชัวร์ก็ถามคนขับเขาก่อนก็ได้ครับว่าไปที่ Awaji Yumebutai หรือเปล่า รู้สึกว่าค่าโดยสารตอนนั้นจะอยู่ที่ 500 เยน ท่านที่จะเดินทางมาจากที่อื่น หรือไปทางเรือ สามารถดูเส้นทางได้จากเว็บของสถานที่เขาได้ ที่นี่ ครับ
บรรยากาศบนรถบัสของเขา บนจอจะบอกสถานีต่างๆที่จะจอดพร้อมทั้งราคา(เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ)
ตอนที่นั่งรถข้ามสะพานเหลือบไปเห็นบ้านสองหลังริมน้ำหน้าตาคุ้นๆ
นั่นคือบ้าน 4x4 ที่ออกแบบโดยอันโดะนั่นเอง เป็นฝาแฝดกันสองหลัง หลังพี่นั้นเป็นคอนกรีต ส่วนหลังน้องนั้นเป็นไม้ ที่มาของชื่อบ้าน 4x4 นั้นมาจากแปลนของบ้านมีขนาด 4 เมตรคูณ 4 เมตรนั่นเองครับ
หลังจากนั่งรถบัสมาประมาณ 15 นาทีก็มาถึงโรงแรม Westin ภายในโครงการ Awaji Yumebutai มาถึงผมก็เดินขึ้นไปตรงชั้นสองซึ่งเป็นล็อบบี้หลักของโรงแรมเพื่อขอแผนที่ของโครงการ
ตรงบริเวณนี้เป็นทางเชื่อมระหว่างตัวโรงแรมกับบริเวณ Shell Garden ด้านบนของทางเดินนี้จะเป็นสระน้ำขั้นบันไดขนาดใหญ่ โดยระหว่างที่เดินตรงนี้ก็จะได้ยินเสียงน้ำตกไปตลอดทาง และบนผนังมีการแสดงโมเดลขนาดใหญ่ของโครงการ และแบบ sketch ของอันโดะซึ่งแสดงถึงขั้นตอนในการออกแบบและก่อสร้างโครงการนี้
โครงการ Awaji Yumebutai นี้ถูกสร้างบนพื้นที่ที่เขาขุดดินนำไปถมที่เพื่อก่อสร้างสนามบินคันไซ ซึ่งเป็นสนามบินหลักของย่านโอซาก้านี้ นอกจากจุดประสงค์ในการที่จะปรับปรุงภูมิทัศน์ของพื้นที่ที่ถูกทำลายในบริเวณนี้ให้ดีขึ้นแล้ว โครงการนี้ยังเป็นเหมือนอนุสรณ์สถานให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบเมื่อปี 1995 อีกด้วย จากโมเดลในรูปข้างบนจะเห็นได้ว่าโครงการนี้มีอาคารที่มีการใช้งานอยู่หลายประเภทอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ประชุม โรงแรม/รีสอร์ต สวนดอกไม้ที่เป็นขั้นบันได พิพิธภัณฑ์ต้นไม้เป็นต้น ผมว่างานนี้อาจจะเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของอันโดะในพื้นที่เดียวกันก็เป็นไปได้ครับ
แบบ sketch ที่ติดแสดงระหว่างทางเดิน
หลังจากผ่านตรงทางเดินมาก็จะมาถึงตรง space บริเวณนี้ ซึ่งเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของโครงการ
มองย้อนกลับไปที่ส่วนโรงแรม และตรงทางเดินเชื่อมที่เดินผ่านมา เนื่องจากพื้นที่โครงการที่ใหญ่มากๆ และวันที่ผมไปก็ไม่เห็นจะมีกรุ๊ปทัวร์หรือนักท่องเที่ยวมาเท่าไรนัก เลยดูค่อนข้างจะวังเวงอยู่เหมือนกัน
Terraced Garden สวนขั้นบันได ตอนที่ไปถึงนี้ก็เริ่มจะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ต้นไม้หลายๆชนิดเริ่มจะออกอาการเหี่ยว
แต่บรรยากาศโดยรวมก็ยังดูมีสีสันดีครับ ถ้ามาในวันที่ฟ้าแจ่มใสน่าจะบรรยากาศดีมากๆ จากพื้นที่ในโครงการสามารถมองออกไปเห็นวิวทะเลได้ในเกือบทุกๆจุด
ตรงนี้เป็นบริเวณร้านอาหารและร้านค้า ส่วน space ตรงกลางนั้นสามารถใช้เป็น amphitheater ได้ด้วย
นาฬิกาแดด
สงสัยอยู่ว่าลูกเล่นนี้ออกแบบโดยอันโดะ หรือเป็นงานศิลปะของคนอื่น
ตรงนี้เป็นบริเวณ Shell Garden ซึ่งเป็นสระน้ำและน้ำตกขั้นบันไดขนาดใหญ่ โดยที่พื้นของสระนั้นมีการฝังเปลือกหอยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเปลือก ส่วนหัวน้ำพุในโครงการนี้มีมากถึง 1,000 หัวเลยทีเดียว แต่ตอนที่ไปดูเขาไม่ยักกะเปิดน้ำพุบริเวณนี้
หลังจากที่ทานข้าวกลางวันในร้านอาหารในนั้นเสร็จ และเดินเก็บภาพเล่นอีกนิดหน่อยจนถึงประมาณบ่ายสองก็ต้องรีบแจ้นไปเป้าหมายถัดไป นั่นก็คือ Water Temple ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก ประมาณสองป้ายรถเมล์จากตรงหน้าโรงแรม Westin ครับ เนื่องจากมันมีรถเมล์อยู่สองสามสาย ก่อนจะขึ้นถามคนขับเขาให้แน่ใจก่อนก็ดีครับ ถ้าบอก Water Temple เขาไม่รู้จัก ลอง Honpukuji ดูเขาน่าจะรู้ครับ
ผมลงป้ายรถเมล์ที่สองตามที่คนขับรถเขาบอก แต่ผมไม่มีแผนที่แบบละเอียด เลยไม่รู้ว่าจากป้ายรถเมล์จะเดินไปข้างหน้า หรือเดินกลับหลังดี แถมแถวๆนั้นก็ไม่มีป้ายบอกทางไปวัดนี้ซะด้วย หลังจากมองซ้ายมองขวาอยู่สักพักหนึ่ง เห็นว่าไม่มีใครรอบๆตัวให้ถามทางแล้ว เลยเดินไปตรงร้านกาแฟที่อยู่ฝั่งตรงข้ามป้ายรถเมล์ดู
พอเปิดประตูเข้าไปในร้านเท่านั้น ยังไม่ทันจะอ้าปากถามอะไรเลย เจ้าของร้านที่เป็นผู้หญิงก็กวักมือเรียกให้ผมเดินเข้าไปหาเขา แล้วก็หยิบกระดาษขึ้นมาให้แผ่นหนึ่ง......
ด้วยความที่เขาเห็นว่าหน้าตาอย่างผมนี้คงเป็นนักท่องเที่ยวแน่นอน และก็คงมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่เดินเข้ามาถามทางในร้านของเขา เขาเลยพิมพ์แผนที่ทางเดินไปวัดออกมาแจกซะเลย หลังจากให้แผนที่ผมแล้วเขาพาผมออกไปนอกร้าน แล้วก็ชี้ว่าเดินไปทางนี้จนกว่าจะถึงสถานีตำรวจแล้วก็เลี้ยวขวาเดินไปตามแผนที่ ผมรีบขอบคุณเขาและเดินจ้ำไปตามทางที่เขาบอก
ใครที่จะไปขอให้สังเกตสถานีตำรวจเล็กๆนี้ครับ ถึงแล้วเดินเข้าซอยไปเลย
หนทางยังอีกยาวไกลเหมือนกัน
ในที่สุดก็มาถึง ตรงนี้ถึงจะมีป้ายชี้บอกทาง ตัว Water Temple จะอยู่ด้านหลังอาคารวัดแบบดั้งเดิมอีกที
งาน Water Temple ของอันโดะนี้สร้างเสร็จเมื่อปี 1991 และก็เป็นงานที่มีชื่อเสียงที่สุดงานหนึ่งของเขา (นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมต้องมาดูให้ได้) หลังจากที่เดินผ่านอาคารวัดด้านหน้าแล้ว จะเห็นกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่บนเนินสวนหินสีขาว หลังจากเดินผ่านกำแพงแรกก็จะมาเจอกำแพงคอนกรีตโค้งอีกหนึ่งอัน ตรงนี้คงเป็นเหมือนทางเดิน เพื่อให้เราค่อยๆเตรียมตัวเตรียมใจและทำใจให้สงบเพื่อที่จะเข้าสู่ศาสนสถาน โดยระหว่างทางเดินนี้เราจะมองไม่เห็นอะไรมากนัก นอกจาก สวนหิน ท้องฟ้า ผนัง และ ธรรมชาติ
หลังจากเดินมาสุดที่ปลายผนังโค้ง ทางเดินก็จะหักกลับ 180 องศา เปิดมุมมองให้เห็นสระบัวขนาดใหญ่รูปวงรี ที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ และภูเขาด้านหลัง ตรงกลางสระบัวเป็นบันไดทางเดินลงไปในส่วนที่เป็นโบสถ์ซึ่งอยู่ใต้สระ จากพื้นที่ที่สว่างค่อยๆเลื่อนลงสู่พื้นที่ที่มืดด้านล่าง
ทางเดินโค้งภายในเข้าไปสู่พื้นที่ในโบสถ์นั้นค่อนข้างจะมืดมากจริงๆ ก่อนที่จะค่อยๆกลับเข้ามาสว่างอีกทีตรงโถงภายในโบสถ์ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ด้วยการทาสีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมด้านในเป็นสีแดงบวกกับแสงที่เข้ามาจากช่องหน้าต่างทางด้านหลังพระพุทธรูป ทำให้ space ภายในดูมลังเมลือง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความรู้สึกสงบ สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่เงียบที่สุดแห่งหนึ่งที่ผมเคยไปมาเลยครับ
ทางเดินรอบๆพื้นที่โบสถ์ด้านใน กับหน้าต่างทางด้านหลังพระพุทธรูป
มองย้อนไปตรงทางที่เดินเข้ามา
VIDEO
ขอแปะคลิปให้ดูกันเล็กน้อย เพื่อให้เห็นลำดับการเข้าถึงพื้นที่ภายใน
ขออภัยที่ภาพอาจจะไม่ค่อยชัดเท่าไรนะครับ กล้องค่อนข้างจะโบราณ
หลังจากออกมาจาก Water Temple แล้วผมเลยแวะทานกาแฟที่ร้านที่เขาบอกทางเพื่อเป็นการขอบคุณซะหน่อย แต่ดันนั่งเพลินไปหน่อย ไม่ได้เช็คว่ารถเมล์กลับไปตรงสถานี maiko มาเมื่อไหร่
ปรากฏว่ามาดูที่ป้ายรถเมล์ เหมือนจะต้องรออีกตั้งเกือบ 50 นาที เลยตัดสินใจเดินกลับไปที่ Awaji Yumebutai ดีกว่าที่จะนั่งรอไปเรื่อยๆ
ระหว่างทางก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อยครับ
กว่าจะเดินกลับมาถึงใช้เวลาไปเกือบๆครึ่งชั่วโมง (ไม่คิดว่าสองป้ายรถเมล์มันจะไกลเหมือนกันแฮะ) ปรากฏว่ารถที่จะกลับไปที่สถานี Maiko ต้องรออีกกว่า 45 นาที
เลยเก็บภาพตารางเวลาของรถเมล์มาให้ เผื่อมีใครจะไปจะได้วางแผนเวลาถูกครับ (ว่าแต่ป้ายไหนเป็นอันไหนผมก็อ่านไม่ออกเหมือนกัน ตอนนั้นใช้ถามคนแถวๆนั้นเอา)
มีเวลาอีกเยอะเลยกลับเข้าไปเดินเล่นข้างในอีกรอบหนึ่ง
โดยรวมๆแล้วงาน Awaji Yumebutai เป็นเหมือนเป็น Collection งานต่างๆของอันโดะเอามารวมกันไว้ในที่เดียว
ดีเทลพื้นเปลือกหอย
ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถกลับ ไอเดียนี้ของรถบัสญี่ปุ่นก็ดีเหมือนกัน เบาะนั่งสามารถพับลงมาได้ เป็นการใช้พื้นที่ตรงทางเดินให้เกิดประโยชน์
หลังจากได้นั่งพักบนรถบัสสักพักยังพอมีแรงเหลือที่จะไปดูงานอันโดะต่ออีกสักสองสามงาน อย่างในรูปข้างบนนี้คืองาน Eastern Kobe Housing
ถัดมานิดหนึ่งเป็นงาน Kobe Water Front Plaza
และในบริเวณเดียวกันก็มีงาน Hyogo Prefectural Museum of Art ซึ่งปิดไปตั้งแต่ 6 โมงเย็นแล้ว ถ้ามีโอกาสหน้าไว้จะกลับมาดูใหม่
วันนี้เลยเดินเล่นเก็บภาพไปรอบๆก่อน
ได้บรรยากาศแปลกๆดีเหมือนกันครับ กลัวเหมือนกันว่าจะติดภาพอย่างอื่นที่ไม่พึงประสงค์มาด้วย เพราะนอกจากผมแล้ว ก็เหมือนจะมีแค่ยามที่เดินตรวจตราอยู่เท่านั้น
วิธีเดินทางไป Hyogo Prefectural Museum of Art จาก Osaka Station ก็สามารถที่จะขึ้นรถไฟ JR มาลงที่สถานี Nada ได้ แล้วเดินลงมาทางทิศใต้สักประมาณ 8-10 นาที หรือขึ้นรถไฟท้องถิ่นสาย Hanshin Main Line มาลงที่สถานี Iwaya ก็ได้ ซึ่งจะใกล้กว่าสถานี Nada นิดหนึ่ง (แต่รู้สึกว่าจะใช้ JR Pass ไม่ได้นะครับ)
วันนี้ก็ขอจบการเดินทางที่ค่อนข้างจะยาวพอสมควรไว้แค่นี้ก่อนแล้วกันครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ
ท่านใดมีคำถามหรือต้องการจะคุยเกี่ยวกับการเดินทางในญี่ปุ่น ขอเชิญได้ที่เว็บบอร์ด ที่นี่ ครับ