Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

   

ท่านที่อ่าน art4d หรือเว็บของเราอาจจะคุ้นๆชื่อ อรุณ ภูริทัต อยู่บ้าง เพราะคุณอรุณ ก็ได้เขียนบทความลงใน art4d อยู่เป็นประจำ และทางเว็บเราก็ได้ลงทั้งผลงาน และ link บทความที่คุณอรุณเขียนไว้ในเว็บ blog ส่วนตัวอยู่บ้างบางโอกาส พอดีช่วงที่ผมได้ไปโตเกียว ก็ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนคุณอรุณ ซึ่งมาอยู่ที่ญี่ปุ่นนี้แล้วได้สักระยะหนึ่ง เลยถือโอกาสสัมภาษณ์มาให้อ่านกันเกี่ยวกับ ประสบการณ์ในญี่ปุ่นของเขาครับ

gotarch : ไม่ทราบว่าพี่มาทำอะไรที่ญี่ปุ่นครับ
คุณอรุณ : พอดีได้ทุนมาทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องผลิตภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในญี่ปุ่นครับ

gotarch : ทุนวิจัยนี้ได้มาจากที่ไหนเหรอครับ
คุณอรุณ : Nippon Foundation มันอยู่ภายใต้ชื่อโครงการทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอชียครับ

gotarch : แล้วการที่จะได้รับทุนนี้พี่ต้องทำอย่างไรบ้างครับ
คุณอรุณ : อย่างแรกคือคุณต้องเขียน proposal ห้าหน้า เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และหาคน recommend อีกสองคน ก็ส่งเข้าไปก่อน ถ้า proposal ของคุณน่าสนใจ เขาก็จะเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ ถ้าสัมภาษณ์ผ่านคุณก็จะได้ไป เขาจะมีประเทศเครือข่ายให้เลือกอยู่ 5 ประเทศคือ ไทย ฟิลิปปินส์ อินโด มาเลย์ และก็ญี่ปุ่น และคนที่ได้ทุนจากประเทศนั้นเนี่ย ก็ห้ามเลือกทุนวิจัยประเทศตัวเอง จะเลือกไปทั้งสี่ประเทศก็ได้ สอง สามประเทศก็ได้ ภายในหนึ่งปี ขึ้นอยู่กับหัวข้อเรื่องของคุณ

gotarch : ช่วยบอกรายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อที่พี่กำลังทำอยู่หน่อยครับว่ามันเป็นยังไง
คุณอรุณ : ตอนที่ผมเรียนปริญญาตรี ตอนแรกว่าจะทำเรื่องพิพิธภัณฑ์ศิลปะเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ก็เลยไปถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่า มีศิลปินไทยร่วมสมัยคนไหนที่น่าสนใจไหม แกบอกว่ามีคนหนึ่ง แต่เขาทำกับข้าวเป็นงานศิลปะ ซึ่งเราฟังแล้วเราก็งงอะ คือชีวิตนี้เราอย่างมากก็เห็นพวกงานศิลปะแบบ painting, sculpture ภาพพิมพ์ อะไรอย่างเนี่ย พอเจออย่างนี้ปุ๊ปเราก็ไปไม่ถูก พอไปไม่ถูกเราก็เลยยกเลิก เพราะเราคิดว่าเราจะทำในสิ่งที่เราไม่รู้ มีเนื้อหาที่เราไม่เข้าใจมันได้ยังไง ก็เลยไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์หัวข้อนั้น ทีนี้เวลาผ่านไปเรื่อย จังหวะชีวิตก็พอดีได้ไปเจอศิลปินท่านนี้ และก็ได้มีโอกาสไปทำงานบ้านเขา และก็ได้ไปดูงานศิลปะมาขึ้น เพราะว่ามันเป็นคำถามคาใจเราน่ะ เพราะตอนเด็กๆเราอยากเรียนศิลปะ แต่ไม่มีโอกาส ประกอบกับตอนเรียนปริญญาตรี เราดูงานญี่ปุ่นเยอะมาก พวก GA, JA อะไรพวกนี้ เล่มเก่าๆนะ ที่ห้องสมุดที่ศิลปากรมันจะมีนิตยสารเก่าๆ มันจะมีตั้งแต่เล่มแรกๆ มันทำให้เราเห็นช่วงต่างๆ มันทำให้เหมือนเราเห็น time line น่ะ


Global Ends toward the beginning exhibition at Gallery MA, Tokyo

ต่อมาพอเราได้อ่านมาขึ้น โตมากขึ้น เดินทางมากขึ้น พอดีตรงสี่แยกปทุมวันก็มีหอศิลป์กรุงเทพขึ้นมา มันก็มีคำถามขึ้นว่า ญี่ปุ่นเนี่ยมัน มันมีการก้าวมาเป็นสังคมสมัยใหม่พร้อมๆกับเรา แต่ปรากฏว่าตอนนี้เขามีพิพิธภัณฑ์เยอะมาก และงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นในยุคหลังๆ มันจะเป็นงานพิพิธภัณฑ์ซะเยอะ โดยเฉพาะทางด้านศิลปะ ขณะที่บ้านเราเนี่ยมีวัดเป็นศูนย์กลาง แต่ทำไมญี่ปุ่นเขาถึงเลือกพิพิธภัณฑ์ศิลปะเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านอื่นๆ ในขณะเดียวกันที่ตัวงานสถาปัตยกรรมของเขาน่าสนใจ แต่ตัวงานศิลปะของญี่ปุ่นนั้น เราไม่แน่ใจ มันอาจจะดูหวือหวาในสื่อ แต่พอเราดูเยอะๆ เรารู้สึกว่ามันไม่เข้มข้นเท่าตัวสถาปัตยกรรม และก็สนใจที่ว่าสองสิ่งนี้มันไปด้วยกันหรือเปล่า หรือตัวสถาปนิกก็ทำตึกไปของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวงานศิลปะ

gotarch : พี่มาอยู่ที่นี่ได้กี่เดือนแล้วครับ
คุณอรุณ : 3 เดือนครับ

gotarch : ช่วงนี้พี่ก็ได้ไปดูงานตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆเต็มไปหมดเลยซิครับ
คุณอรุณ : ก็มีแอบไปดูงานสถาปัตยกรรมต่างๆที่เราสนใจด้วย (หัวเราะ) โดยเฉพาะงานเก่าๆ

gotarch : เช่นงานอะไรบ้างครับ
คุณอรุณ : อย่างเช่น Azuma (Takamitsu) อย่างเช่น Tower House เนี่ย เป็นบ้านหลังที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมญี่ปุ่น พวกสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างเนี่ย ก็เป็นสิ่งอยากจะค่อยๆเก็บสะสม พวกสถาปนิกที่บ้านเราไม่ค่อยรู้จัก คืออยากจะทำเป็นหนังสือออกมาให้ได้


Tower House, โดย Azuma Takamitsu, 1966

gotarch : พี่คิดว่าส่วนหนึ่งเพราะสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมเขาก็เรียบๆง่ายๆอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า ถึงทำให้เขาพัฒนางาน modern ไปได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น
คุณอรุณ : ผมมองต่างไปนิดหนึ่งนะ ผมมองว่าการให้ความสำคัญของคนญี่ปุ่นในแต่ละช่วงมันต่างกัน ช่วงเริ่มแรกๆพอเขาแพ้สงคราม และจำเป็นต้อง modernize ก็ต้องตามตะวันตก เขาก็ยอมรับว่าเขาไม่เหนือกว่า ถึงแม้ว่าเขาจะมี ความเป็นชาตินิยม สูง ต้องนึกว่ามันมีความขัดแย้งใน ตัวเองสูงมาก เพราะเป็นคนที่แพ้ แต่ต้องไปเรียนรู้จากคนที่ทำร้ายเขา และ เขาก็เปิดโอกาสให้คนที่เก่งๆเข้ามาทำงานสำคัญๆ

ส่วนคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นสถาปนิกหรือว่าศิลปินจะเดินทางไปพบปะกับ master ตามที่ต่างๆทั่ว โลก ไม่ว่าจะเป็น Corbusier ,Picasso หรือว่า Man Ray และในกลุ่มสถาปนิกยังพา Master อย่าง Corbusier มาทำงานในญี่ปุ่น และสถาปนิกญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้จากงานของ master เหล่านี้ ยังมี Frank Lloyd Wright อีกคน เท่ากับมีตัวอย่างบรรทัดฐานงานที่ดีถูกสร้างขึ้นมาในญี่ปุ่นสำหรับงานสมัยใหม่

gotarch : ในสมัยนั้นบ้านเราไม่ยอมให้สถาปนิกต่างชาติเข้ามาออกแบบ ทำให้เราไม่ค่อยมีตัวอย่างที่ดีให้เรียนรู้มากเท่าไรหรือเปล่าครับ
คุณอรุณ : เราต้องแยกเป็นสองเรื่อง เราสนับสนุนชาติตัวเองนะ อีกเรื่องนึงก็คือว่าเราต้องมองในระดับสากลจริงๆ เราต้องยอมรับว่าคนคนนี้เก่งจริง คนเก่งเข้ามา เขาย่อมสอนอะไรเราบางอย่าง จริงไหม แล้วเราจะเรียนรู้มันไหมล่ะ เราจะเปิดโอกาสให้คนเก่งๆเข้ามาทำอะไรดีๆให้กับบ้านเราบ้างไหมล่ะ แล้วเลือกให้ถูกคน พูดกันเล่นๆนะ ถ้ามีตึกของ Corbusier หลังนึงอยู่ในเมืองไทยเนี่ย คิดว่าจะมีสถาปนิกจากที่อื่นในโลกมาดูไหม ขนาดที่ญี่ปุ่นนี่มีของ Corbu แค่ชิ้นเดียว คนก็มาดูกัน อย่างที่อินเดียก็มีที่จันดีการ์ อย่างหลายคนก็ยังไม่รู้ว่ามีตึกของ Kisho Kurokawa อยู่ในเมืองไทย

gotarch : ที่ไหนเหรอครับ (คุ้นๆ)
คุณอรุณ : ที่ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (Japan Studies Institute)

gotarch : อ๋อ........
คุณอรุณ : และเขาก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งเลย ลองไปดูสิ่งที่เขาทำสิ

gotarch : แล้วงานสถาปัตยกรรมใหม่ๆในโตเกียวที่พี่ได้ไปดูมาบ้างแล้วนี่ มีงานไหนที่ชอบเป็นพิเศษมั่งไหมครับ
คุณอรุณ : โดยส่วนตัวผมชอบงาน Kazuo Shinohara มาก เขาเป็นสถาปนิกที่ทำงานด้วยความคิดของตัวเองคนเดียว และทวนกระแสมาก เขาเป็นซามูไรฉายเดี่ยว เห็นชัดมากตอนที่คนอื่นรวมกลุ่ม Metabolist แต่ Shinohara ไม่สน ทุกคนมองไปเรื่องอนาคต แต่ Shinohara หันกลับไปหาประวัติศาสตร์ ตอนเรียนผมเห็นงานเขาใน JA แล้วเห็นตึก Centennial Hall ที่ Tokyo Institute of Technology แล้วเราก็มองว่ามันไม่น่าตื่นเต้นเลย ช่วงนั้นผมกำลังหลงไหลได้ปลื้มไปกับภาพจากนิตยสารต่างประเทศ อย่างงานของสถาปนิกรุ่นใหม่ที่เขามีงานตีพิมพ์ภาพสวยๆในเวลานั้น ผมมอง Shinohara ด้วยสายตาโง่ๆ ว่าเขาก็เป็นแค่สถาปนิกตกรุ่นท่ามกลางกระแส post modern ปีนี้ผมพึ่งได้มีโอกาสเห็นของจริง ผมพูดไม่ออกจริงๆ วันที่ผมไปที่ตึกนี้ตอนช่วงหัวค่ำ ผมตกใจมากตอนเข้าไปในโถง มันเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนเวลาดูงานสถาปัตยกรรมเก่าๆในที่อื่นๆของโลก

มันทำให้ผมนึกถึงอาจารย์อนุวิทย์ทีสอนประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นผมที่มหาวิทยาลัย อธิบายงาน Shinohara ว่าเป็น abstract space คือต้องมาเห็นกับตาและมีประสบการณ์ตรงจริงๆ วันนี้ผมก็ยังว่าผมเข้าใจได้นิดเดียวสำหรับงาน Shinohara และยิ่งตื่นเต้นเมื่อเห็นงานของ Toyo Ito ช่วงแรกๆที่ได้รับอิทธิพลจาก Shinohara อย่างมากทั้งที่ Ito ไม่เคยทำงานกับ Shinohara มาก่อน ผมเคยอ่านเจอบทความ Ito ที่ว่าเขาอยากนั่งพูดคุยกับ Shinohara อย่างจริงๆจังๆก่อนที่ สถาปนิกอาวุโสท่านนี้จะเสียชีวิต ผมไม่รู้ว่า Ito ได้คุยหรือเปล่า


Centennial Hall, โดย Kazuo Shinohara, 1987

ส่วนงานสถาปนิกญี่ปุ่นอีกคน ที่ผมชื่นชมมากๆ ก็คงหนีไม่พ้น Toyo Ito ซึ่งเขาเป็นคนบุคลิกซึ่งแตกต่างจาก Shinohara อย่างสิ้นเชิง เขาเป็นคนที่มี sense ความเป็นมนุษย์สูง ดังนั้นเราจะเห็นว่างานช่วงแรกที่เขาได้รับอิทธิพลจาก Shinohara นั้นขัดแย้งกับบุคลิก Ito สูงมาก แต่ Ito ก็อยากทดลอง แม้ว่าตอนนี้เด็กรุ่นใหม่ๆอาจกรี้ดกร้าดงาน SANAA แต่ผมรู้สึกว่ามันเย็นชา ซึ่งแม้ว่างาน Shinohara ก็ดูเย็นชา ต่อต้านสังคม ไม่เชื่อในความเป็นครอบครัว แต่มันมีความสุดโต่งมากกว่า ผมชอบความสุดโต่งของสองคนนี้ Shinohara เขม็งเกลียว เป็นคนที่ผมได้รู้จัก space ที่มีแรงต้าน ดึง ภายในสูง ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ส่วน Ito เป็นคนสนุกสนานแต่ประเด็นการตีโจทย์สถาปัตยกรรมนั้นเน้นไปทางมนุษย์นิยมสูง และขณะเดียวกันก็เป็นสถาปนิกที่ทดลองและพร้อมจะล้มเหลวตลอดเวลา เพราะฉนั้นงานของ Ito ก็สุดขั้วไปอีกแบบและงานของเขาเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงตลอดเวลา

และอีกเรื่องที่น่าสนใจในสังคมสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นก็คือต้องยอมรับนะ งานในญี่ปุ่นตั้งแต่ของ Maekawa (Kunio) ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆจนถึง Tange, Kurokawa, Maki, Isozaki มาจนถึง Ito, Ando มันก็อยู่ในช่วงอิ่มตัวเหมือนกันนะ ตอนนี้สิ่งที่ผมสนใจ ไม่ใช่แค่งานสถาปัตยกรรมแบบโดดๆ แต่สนใจว่ามันเชื่อมโยงกับสภาพสังคมยังไงและมันสะท้อนออกมาเป็นยังไง และมันเป็นข้อดีอีกอย่างที่สถาปนิกรุ่นเก่าๆของเขานี่จะสนับสนุนสถาปนิกรุ่นใหม่ อย่างเช่น Jun Aoki นี่ก็เป็นคนที่เคยทำ งานอยู่กับ Isozaki มาก่อน ก็จะสนับสนุนคนรุ่นต่อมาอย่าง Inui, Nakayama หรือ Ito ก็สนับสนุน Sejima, Fujimoto พอมี Sejima ก็มี Ishigami และผมว่าเขายอมรับตัวเองระดับหนึ่งว่างานตัวเองดีหรือไม่ดี ไม่โกหกตัวเอง

gotarch : ก็คือมีการต่อยอดกันไปเรื่อยๆ
คุณอรุณ : ใช่ คือเหมือนเขามีการดูแลกันน่ะ คือรุ่นใหม่ไม่มีงาน รุ่นเก่าเขาก็พยายามจะส่งต่อ ทำมันเกิด movement เกิด generation ต่อไป

gotarch : พี่คาดหวังว่าวงการสถาปัตยกรรมบ้านเราจะเป็นอย่างไรในอนาคตครับ
คุณอรุณ : ผมว่าตอนนี้มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆนะ คนเราเดินทางกันได้ง่ายขึ้น มีหนังสือ สื่อมากขึ้น คือเด็กมันเห็นมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องมองประวัติศาสตร์ สังคม และสาขาอื่นๆมากขึ้น และก็อยากให้คนที่จบมาหลายๆคนแปลหนังสือกันเยอะๆน่ะ อย่างคุณดูในร้านหนังสือญี่ปุ่น คือคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง แต่ไปดูหนังสือสถาปัตยกรรมเขามีหนังสือสำคัญๆ ถูกแปลเป็นญี่ปุ่นหมด ทำไมมันเกิดปรากฎการณ์อย่างนั้น

gotarch : ก็มีคนเคยทำสำรวจ เห็นว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดน่ะครับ
คุณอรุณ : คืออย่าไปมองอย่างนั้นนะ มองคล้ายๆแบบ ต่อให้มีคนอ่าน 5 คนเราก็ต้องทำ อย่างน้อยคือเราทำแล้วไง ถ้าคนรุ่นต่อไปเขาจะไม่รับผิดชอบมันก็ช่วยไม่ได้ แต่เราก็ได้ทำเป็นตัวอย่างไง

gotarch : ขอขอบคุณพี่อรุณสำหรับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยครับ

[สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 ที่ร้านกาแฟ EXCELSIOR CAFFE ในย่านชิบูย่า แล้วหลังจากที่คุยกันเรื่องเครียดๆเสร็จ ผมกับพี่อรุณก็นั่งซดกาแฟพร้อมกับชื่นชมแฟชั่นอันน่าตื่นตาตื่นใจของสาวๆโตเกียว ที่เดินกันไปมาอย่างเนื่องแน่นยิ่งกว่าย่านสยามบ้านเราเสียอีก]

Photo credit : คุณอรุณ ภูริทัต

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา